ตระการ's profileSpace ของ ตระการBlogListsGuestbookMore ![]() | Help |
|
|
September 09 ประวัติจักรยานประวัติจักรยาน
เซอร์ ไอแซค นิวตัน
เซอร์ ไอแซค นิวตัน
![]()
จอห์น เบียร์ด
จอห์น เบียร์ด
![]()
เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวีย์
เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวีย์
![]()
เบนจามิน แฟรงคลิน
เบนจามิน แฟรงคลิน
![]()
ยอร์ช สตีเฟนสัน
ยอร์ช สตีเฟนสัน
![]()
ไมเคิล ฟาราเดย์
ไมเคิล ฟาราเดย์
![]()
วิลเฮล์ม คอนราด รีนต์เกิน
วิลเฮล์ม คอนราด รีนต์เกิน
![]()
แซมมวล มอร์ส
แซมมวล มอร์ส
![]()
วิลเบอร์ ไรท์
วิลเบอร์ ไรท์
![]()
ชาร์ลส์ ดาร์วิน
ชาร์ลส์ ดาร์วิน
![]()
กูกิลโม มาร์โคนี
กูกิลโม มาร์โคนี
![]()
โทมัส เอดิสัน
โทมัส เอดิสัน
![]()
หลุย ปาสเตอร์
หลุยส์ ปาสเตอร์
![]()
ไอน์สไตล์100 ปี ไอน์สไตน์ กับวิชาฟิสิกส์
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เขาได้รับการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาที่เมืองมิวนิค (Munich) เมื่ออายุ 16 ปี ไอน์สไตน์สอบเข้าเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่โรงเรียนเทคนิคช้นสูงแห่งเมืองชูริค (Zurich) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไม่ได้ เขาจึงต้องไปเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนมัธยมแห่งเมืองอาเรา (Aarau) เพื่อหาทางเข้าศึกษาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่เมืองชูริค การพลิกโฉมของวิชาฟิสิกส์ ในที่สุดเขาก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในความฝันของตนเองได้สำเร็จ และได้รับปริญญาตรีเมื่ออายุ 21 ปี จากนั้นก็สมัครหางานทำเป็นครูสอนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ แต่งานสอนที่ได้เป็นงานชั่วคราวเขาจึงพยายามหางานใหม่ และในที่สุดก็ได้งานเป็นพนักงานจดสิทธิบัตรที่กรุงเบิร์น (Bern) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ชีวิตของไอน์สไตน์ในช่วงเวลา 7 ปีที่เบิร์น ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเพราะในปี พ.ศ. 2448 ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์งานวิจัย 3 เรื่อง ในวารสาร Annalender Physik ซึ่งพลิกโฉมของฟิสิกส์อย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ไอน์สไตน์ไม่มีเพื่อนให้คำปรึกษาและไม่มีวารสารวิชาการที่ทันสมัยให้อ่านเลย ไอน์สไตน์สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตด้วยวิทยานิพนธ์เรื่องการหาขนาด ของโมเลกุลในปี พ.ศ. 2448 นั้นเอง งานวิจัยอันยิ่งใหญ่ งานวิจัยชิ้นแรกของไอน์สไตน์ เกี่ยวข้องกับการศึกษาการเคลื่อนที่ของอนุภาคเล็กๆ ที่ลอยในของเหลว ซึ่งไอน์สไตน์พบว่าการที่อนุภาคเหล่านี้เคลื่อนที่ตลอดเวลานั้น ก็เพราะมันถูกโมเลกุลของเหลวพุ่งชน งานวิจัยนี้จึงแสดงให้โลกเห็นเป็นครั้งแรกว่าโมเลกุลที่เราสามารถ "เห็นได้" มีจริงอีกทั้งยังสามารถวัดขนาดมันได้ด้วย งานวิจัยชิ้นที่สองนั้น ไอน์สไตน์แสดงให้โลกเห็นว่า เมื่อแสงพุ่งกระทบสสารแล้วพฤติกรรมเสมือนว่าเป็นก้อนอนุภาคก้อนเล็กๆ ซึ่งไอน์สไตน์เรียกก้อนอนุภาคนี้ว่า ควอนตัม (quantum) คำอธิบายของไอน์สไตน์เช่นนี้ ขัดกับความรู้ของคนยุคนั้นมาก เพราะนักฟิสิกส์ทุกคนในสมัยนั้นต่างก็เชื่อว่า แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนงานวิจัยชิ้นที่สามซึ่งเป็นทฤษฎีที่ทำให้ไอน์สไตน์เป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้น คือ ทฤษฎี สัมพัทธภาพพิเศษ เพราะในทฤษฎีนี้ไอน์สไตน์ได้ล้มล้างความคิดเดิมๆ ที่เกี่ยวกับ เวลา สถานที่ น้ำหนัก พลังงาน ฯลฯ อย่างสิ้นเชิง โดยได้พบว่า ปริมาณต่างๆ ดังกล่าวขึ้นกับความเร็วของผู้สังเกต และสูตรที่ไอน์สไตน์ คำนวณได้รับการทดสอบและพบว่าจริงทุกสูตร ทฤษฎีที่งดงามที่สุด ในปี พ.ศ. 2455 ไอน์สไตน์ได้ทุ่มแทความพยายามศึกษาเหตุการณ์ ขณะที่ผู้สังเกตเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่สม่ำเสมอ คือ มีความเร่ง และเขาก็พบว่าในการคิดสร้างทฤษฎีใหม่นี้ เขาต้องอาศัยคณิตศาสตร์ชั้นสูง คือ แคลคูลัส ของเทนเสอร์ (tensor) และได้ตั้งชื่อทฤษฎีใหม่ของเขาว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งเป็นทฤษฎีที่งดงามที่สุด เพราะสร้างขึ้นจากสมมติฐานง่ายๆ แต่สามารถอธิบายและทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากมหาศาล เช่น อธิบายว่าจักรวาลถือกำเนิดจากระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (Big Bang) จักรวาลกำลังขยายตัวตลอดเวลา ดาว Pulsar เกิดได้อย่างไรและธรรมชาติของหลุมดำเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2464 จากผลงานด้านควอนตัมของแสง หาใช่ผลงานด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพไม่ สมองของอัจฉริยะ ในด้านชีวิตส่วนตัวนั้น ไอน์สไตน์เป็นคนมีอารมณ์ขันรักเด็กเล็กๆ มีนิสัยถ่อมตัว และชอบพักผ่อนโดยการเล่นเรือหรือเล่นไวโอลิน เมื่อไอน์สไตน์มีอายุ 70 ปี สุขภาพก็เริ่มทรุดโทรม เขาเริ่มเขียนพินัยกรรมโดยมอบเอกสารวิจัยทุกชิ้นที่เขาเขียนให้แก่มหาวิทยาลัยฮิบรู (Hebrew) และหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิต เขาได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งร่วมกับเบอร์แทรนด์ รัสเซล (Bertrand Russell) แห่งอังกฤษ ขอร้องให้ประเทศต่างๆ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองสัญญาว่าจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการตัดสินความขัดแย้งใดๆ ไอน์สไตน์สิ้นใจเมื่อเวลา 4 โมงเย็น ของวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ที่โรงพยาบาลในเมือง เทรนตัน (Trenton) รัฐนิวเจอร์ซีย์ (New Jersey) และศพถูกฌาปนกิจในวันนั้นเอง โดยศัลยแพทย์ได้เก็บสมองของไอน์สไตน์ไว้ศึกษาหาสาเหตุของความเป็นอัจฉริยะ ส่วนเถ้าอังคารนั้นไม่มีใครรู้ว่าญาตินำไปฝังที่ใด เรียบเรียงจาก: ชีวิตและผลงานนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล โดย สุทัศน์ ยกส้าน. |
|
|